2026-09-13 · TWH AI
ตั้งงบซ่อมบำรุงต่อตารางเมตรในไทย: คู่มือสำหรับผู้จัดการอาคารและฝ่ายการเงิน
เรียนรู้วิธีตั้งงบซ่อมบำรุงต่อตารางเมตรสำหรับสำนักงาน คลังสินค้า ร้านสาขา และโรงงานในไทย เพื่อคุมต้นทุน วางแผนหลายไซต์ และลดงบเกินจริง
สำหรับผู้จัดการอาคาร ฝ่ายบริหารทรัพย์สิน และฝ่ายการเงินขององค์กรในไทย การตั้ง “งบซ่อมบำรุงต่อตารางเมตร” ไม่ใช่แค่เรื่องของการกันเงินไว้เผื่อซ่อม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมต้นทุน ป้องกันงบปลายปีบานปลาย และช่วยให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างหลายอาคารหรือหลายสาขาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะองค์กรที่ดูแลสำนักงาน คลังสินค้า โรงงาน หรือเครือข่ายร้านสาขา การใช้ตัวชี้วัดแบบ “บาท/ตร.ม./ปี” จะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นขึ้นว่าควรซ่อมเมื่อไร จ้างผู้รับเหมารูปแบบใด และควรวางงบเชิงป้องกันเท่าไรให้เหมาะกับสภาพสินทรัพย์จริงในประเทศไทย
ทำไมต้องใช้งบซ่อมบำรุง “ต่อตารางเมตร”
การตั้งงบแบบเหมารวมทั้งอาคารมักมีข้อเสีย 3 อย่างหลัก
- เปรียบเทียบข้ามไซต์ได้ยาก
- มองไม่เห็นว่าอาคารใดมีต้นทุนผิดปกติ
- วางแผนงบปีถัดไปโดยอิงข้อมูลไม่ละเอียดพอ
เมื่อแปลงเป็นต้นทุนต่อตารางเมตร ผู้จัดการอาคารจะเห็นภาพชัดขึ้น เช่น
- อาคารสำนักงาน A ขนาด 10,000 ตร.ม. ใช้งบซ่อมบำรุง 220 บาท/ตร.ม./ปี
- อาคารสำนักงาน B ขนาด 8,000 ตร.ม. ใช้งบ 340 บาท/ตร.ม./ปี
แม้ยอดรวมงบของ A จะสูงกว่า แต่ B อาจมีปัญหาเชิงระบบมากกว่า เช่น ระบบปรับอากาศเก่า มีการซ่อมฉุกเฉินบ่อย หรือมีผู้เช่าหมุนเวียนสูงทำให้ต้องซ่อมพื้นที่บ่อย
สำหรับฝ่ายการเงิน ตัวชี้วัดนี้ยังช่วยทำได้อีก 2 เรื่องสำคัญ คือ
- ตั้ง benchmark ภายในองค์กร
- ทำ rolling forecast เมื่อต้องเปิดสาขาใหม่หรือรับโอนอาคารเพิ่ม
นิยามงบซ่อมบำรุงที่ควรรวม และไม่ควรรวม
ก่อนคำนวณ ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัด ไม่เช่นนั้นตัวเลขบาท/ตร.ม. จะใช้เทียบกันไม่ได้
รายการที่ “ควรรวม” ในงบซ่อมบำรุง
โดยทั่วไปควรรวมงานดังนี้
- งาน PM (Preventive Maintenance) ตามรอบ
- งาน CM (Corrective Maintenance) หรือซ่อมตามอาการ
- ค่าแรงช่างประจำหรือผู้รับเหมาบำรุงรักษา
- วัสดุสิ้นเปลืองเพื่อการบำรุงรักษา
- งานซ่อมระบบไฟฟ้า ประปา สุขาภิบาล
- งานซ่อมประตู ม่านม้วน หลังคา ผนัง ฝ้า พื้น
- งานล้างแอร์ ซ่อม AHU/FCU ปั๊มน้ำ
- ค่าเรียกเข้าหน้างานกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจริง
หากองค์กรมีการใช้ผู้ให้บริการภายนอก ควรแยกหมวดงานระบบหลัก เช่น งานซ่อมบำรุงอาคาร และ งานระบบไฟฟ้า ออกจากงานโครงการใหญ่ เพื่อให้ต้นทุนดำเนินงานประจำไม่ปะปนกับ CapEx
รายการที่ “ไม่ควรรวม” หรือควรแยกต่างหาก
- งานปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่ (renovation)
- งาน fit-out สำหรับผู้เช่าหรือผู้ใช้งานรายใหม่
- การเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งระบบที่มีอายุใช้งานยาว เช่น เปลี่ยน chiller ทั้งชุด
- งานขยายกำลังไฟฟ้า
- งานลงทุนด้านความปลอดภัยหรือ compliance แบบครั้งเดียว
- ค่าทำความสะอาด รปภ. ภูมิทัศน์ หากไม่ได้เป็นงานซ่อมบำรุงโดยตรง
หลักง่าย ๆ คือ หากเป็น “การรักษาสภาพและความพร้อมใช้งาน” ให้รวมใน maintenance budget แต่หากเป็น “การเพิ่มมูลค่า ยืดอายุแบบลงทุน หรือเปลี่ยนสเปก” ให้แยกเป็นงบลงทุน
วิธีคำนวณงบซ่อมบำรุงต่อตารางเมตร
สูตรพื้นฐานคือ
งบซ่อมบำรุงต่อตารางเมตรต่อปี = งบซ่อมบำรุงรวมต่อปี ÷ พื้นที่ที่รับผิดชอบ
ตัวอย่าง
อาคารสำนักงาน 12,000 ตร.ม.
งบซ่อมบำรุงรวมทั้งปี 3,000,000 บาท
งบซ่อมบำรุงต่อตารางเมตร = 3,000,000 ÷ 12,000 = 250 บาท/ตร.ม./ปี
แต่ในทางปฏิบัติ มีรายละเอียดที่ต้องระวัง
1) ใช้พื้นที่แบบเดียวกันทั้งองค์กร
ควรกำหนดให้ชัดว่าใช้
- พื้นที่ Gross Floor Area (GFA)
- พื้นที่เช่าได้ (NLA)
- พื้นที่ใช้งานรวมของไซต์
- พื้นที่อาคารไม่รวมลานภายนอก
สำหรับสำนักงานให้ใช้ GFA หรือพื้นที่ที่ต้องบำรุงรักษาจริง
สำหรับคลังสินค้าหรือโรงงาน ควรพิจารณาแยกอาคารผลิต พื้นที่สำนักงาน และ utility yard เพราะต้นทุนไม่เท่ากัน
2) แยกต้นทุนคงที่กับต้นทุนแปรผัน
ต้นทุนซ่อมบำรุงไม่เพิ่มตามพื้นที่แบบเส้นตรงเสมอไป เช่น
- ค่าช่างประจำ 1 คน อาจดูแลได้ทั้ง 2,000 และ 4,000 ตร.ม.
- ระบบลิฟต์หรือปั๊มน้ำมีต้นทุนตาม “จำนวนอุปกรณ์” มากกว่าพื้นที่
ดังนั้น หากใช้ตัวเลขบาท/ตร.ม. เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ไซต์ขนาดเล็กดูแพงเกินจริง ควรใช้ร่วมกับ KPI อื่น เช่น
- บาท/ไซต์/เดือน
- บาท/อุปกรณ์วิกฤต/ปี
- จำนวนใบงานซ่อมต่อ 1,000 ตร.ม.
3) ใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังอย่างน้อย 12–24 เดือน
งานซ่อมบำรุงมีฤดูกาล เช่น
- ฤดูฝน: หลังคารั่ว ปั๊มน้ำ drain มีปัญหา
- ฤดูร้อน: แอร์เสีย โหลดไฟสูง
- ปลายปี: ร้านสาขาเร่งซ่อมก่อน audit หรือ high season
หากดูเพียง 3–6 เดือน อาจทำให้งบปีถัดไปคลาดเคลื่อนมาก
ช่วงงบประมาณต่อตารางเมตรที่พบบ่อยในไทย
ตัวเลขด้านล่างเป็น “ช่วงอ้างอิงเบื้องต้น” สำหรับอาคารและสถานประกอบการทั่วไปในไทย โดยขึ้นกับอายุอาคาร ความหนาแน่นการใช้งาน SLA ที่ต้องการ และสภาพระบบเดิม
สำนักงานเกรดทั่วไปถึงเกรดดี
- 180–450 บาท/ตร.ม./ปี สำหรับอาคารที่มี PM พื้นฐานครบ
- 450–800 บาท/ตร.ม./ปี หากมีระบบ MEP ซับซ้อน ลิฟต์หลายตัว หรืออาคารอายุเกิน 15 ปี
- หากมีการซ่อมเชิงรับมากกว่าป้องกัน ตัวเลขอาจเกิน 900 บาท/ตร.ม./ปี
ตัวอย่างจริงเชิงสถานการณ์
อาคารสำนักงาน 15,000 ตร.ม. อายุ 18 ปี ในกรุงเทพฯ
มีลิฟต์ 4 ตัว AHU/FCU หลายจุด และห้องน้ำใช้งานหนัก
หากตั้ง PM ครบถ้วน งบเหมาะสมอาจอยู่ราว 5.5–8.0 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 367–533 บาท/ตร.ม./ปี
คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
- 90–250 บาท/ตร.ม./ปี สำหรับคลังมาตรฐานที่งานระบบไม่ซับซ้อน
- 250–450 บาท/ตร.ม./ปี หากมี dock leveler, shutter door, fire pump, high bay lighting มาก
- คลังห้องเย็นหรือควบคุมอุณหภูมิอาจสูงกว่านี้มาก
ประเด็นสำคัญของคลังคือ พื้นที่มากแต่ระบบเฉพาะจุดมีผลกับต้นทุนสูง เช่น ประตูโหลดสินค้าเสียบ่อย หรือ roof leakage ในพื้นที่กว้าง
ร้านสาขาและเครือข่าย retail
- 300–900 บาท/ตร.ม./ปี ขึ้นกับขนาดสาขาและความถี่การใช้งาน
- ร้านขนาดเล็กมักมีบาท/ตร.ม. สูง เพราะต้นทุนขั้นต่ำต่อครั้ง เช่น ค่าเข้าหน้างาน 1,500–3,500 บาท ยังเกิดแม้พื้นที่เพียง 80–150 ตร.ม.
สำหรับธุรกิจที่มี 50–200 สาขา ควรระวังเรื่อง “งานเล็กแต่ถี่” เช่น
- ไฟเสีย
- ท่อน้ำทิ้งตัน
- ปั๊มน้ำขนาดเล็ก
- แอร์ cassette รั่วน้ำ
หากไม่มีแผน PM และผู้รับเหมาหลักที่คุม SLA ได้ ต้นทุนรวมทั้งเครือข่ายอาจสูงกว่าที่เห็นในระดับสาขา
โรงงานทั่วไป
- 150–500 บาท/ตร.ม./ปี สำหรับอาคารและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน
- หากรวม maintenance ของเครื่องจักรการผลิต ตัวเลขอาจสูงกว่านี้มาก และไม่ควรนำไปเทียบกับอาคารสำนักงานตรง ๆ
ในโรงงานควรแยกอย่างน้อย 3 ก้อนงบ
- อาคารและโครงสร้าง
- ระบบประกอบอาคาร เช่น ไฟฟ้า ประปา แอร์สำนักงาน ปั๊ม
- เครื่องจักรผลิต
หากไม่แยก ฝ่ายการเงินจะเห็นภาพว่าค่า maintenance “แพงผิดปกติ” ทั้งที่จริงต้นทุนมาจากเครื่องจักร
ตัวอย่างราคาตลาดไทยสำหรับงานซ่อมบำรุงที่พบบ่อย
การตั้งงบที่แม่นยำควรเริ่มจากความเข้าใจราคาตลาดระดับงานย่อย ไม่ใช่ดูแค่ยอดรวมรายปี
งานระบบไฟฟ้า
- เปลี่ยนหลอดไฟ LED พร้อมค่าแรง: 250–900 บาท/จุด
- เปลี่ยนเบรกเกอร์ย่อย: 800–3,500 บาท/จุด
- ตรวจสอบและขันจุดต่อในตู้ไฟ: 2,000–8,000 บาท/ตู้
- Thermoscan ตู้ MDB/DB เบื้องต้น: 3,000–15,000 บาท/ครั้ง
- PM ระบบไฟฟ้ารายไตรมาสสำหรับไซต์ขนาดกลาง: 8,000–35,000 บาท/ครั้ง
งานประปาและสุขาภิบาล
- แก้ท่อตันทั่วไป: 1,500–6,000 บาท/จุด
- เปลี่ยนก๊อก/ฟลัชวาล์ว: 1,200–5,000 บาท/จุด
- ซ่อมรั่วท่อเมนหรือท่อฝังบางส่วน: 3,500–25,000 บาท/งาน
- ล้างบ่อดักไขมัน/ท่อระบายน้ำตามรอบ: 2,000–15,000 บาท/ครั้ง
สำหรับอาคารที่มีปัญหาน้ำรั่ว น้ำซึม หรือสุขภัณฑ์ใช้งานหนัก ควรวางสัญญา งานระบบประปา แบบ preventive มากกว่ารอแก้หน้างาน เพราะค่าเสียโอกาสจากพื้นที่ใช้งานไม่ได้มักสูงกว่าค่าซ่อมตรง
งานเครื่องปรับอากาศ
- ล้างแอร์ split type: 600–1,500 บาท/เครื่อง
- ล้างใหญ่ cassette/ceiling type: 1,500–4,500 บาท/เครื่อง
- ซ่อมแอร์น้ำหยดหรือระบายน้ำตัน: 1,200–4,000 บาท/งาน
- เปลี่ยนอะไหล่ capacitor/contactors: 1,500–6,000 บาท/รายการ
- PM ระบบ AHU/FCU: 500–2,500 บาท/ชุด/ครั้ง
งานอาคารทั่วไป
- ซ่อมหลังคารั่วเฉพาะจุด: 3,000–20,000 บาท/จุด
- อุดรอยรั่วรอยต่อ facade: 150–600 บาท/เมตร
- ซ่อมฝ้า/ทาสีเก็บงาน: 2,000–25,000 บาท/งาน
- ซ่อมประตู/closer/บานพับ: **